ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน
นโยบายและแผนบริหารจัดการการประมง พ.ศ. 2566 - 2570

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบนโยบายและแผนบริหารจัดการการประมง พ.ศ. 2566 - 2570 (นโยบายและแผนฯ) เพื่อให้หน่วยงานรัฐทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติต่อไป ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. รายงานว่า
1. นโยบายการประมงระดับชาติมีความสำคัญโดยตรงต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการรักษาสมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเลและน้ำจืดซึ่งถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติที่มีความซับซ้อนและเปราะบางที่สุดของประเทศไทย ดังนั้น กษ. (กรมประมง) จึงได้จัดทำนโยบายและแผนฯ ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการประมงของประเทศ เพื่อให้การจัดการประมงมีทิศทางที่ชัดเจนและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และกฎระเบียบระหว่างประเทศ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.1 นโยบายการพัฒนาการประมงของประเทศไทย พ.ศ. 2566 - 2570 ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ประกอบด้วย
|
นโยบาย |
รายละเอียด |
|
|
นโยบายการพัฒนาการประมงน้ำจืด |
(1) ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำจืด ทั้งในด้านประชากรและองค์ประกอบสัตว์น้ำ โดยการกำหนดพื้นที่ทำการประมงที่เหมาะสม การกำหนดมาตรการในการใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำตามธรรมชาติ โดยคำนึงถึงแหล่งสืบพันธุ์ฤดูสัตว์น้ำมีไข่หรือวางไข่และเลี้ยงตัววัยอ่อน การกำหนดเครื่องมือและวิธีการทำการประมงน้ำจืด เพื่อให้สามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืน (2) ฟื้นฟูแหล่งอาศัยสัตว์น้ำและสภาพแวดล้อมเพื่อดำรงสภาพนิเวศในธรรมชาติเพื่อบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำ ตลอดจนคุ้มครองและสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ (3) การควบคุมและกำจัดสัตว์น้ำต่างถิ่นที่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำ (4) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยผ่านกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจ ความตระหนัก และความเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระยะยาว (5) ศึกษาและพัฒนาการวิจัยเพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมถ่ายทอดสู่เกษตรกร รวมถึงการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภัยแล้งและอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงผลผลิตและความหลากหลายของทรัพยากรประมง เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรประมงน้ำจืด ฉากทัศน์ในปี 2570 คือ ทรัพยากรประมงน้ำจืดมีความอุดมสมบูรณ์และมีผลผลิตสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมืองที่หายาก ใกล้สูญพันธุ์ และถูกคุกคามได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟู และแหล่งอาศัยสัตว์น้ำที่น้ำที่สำคัญได้รับการปกป้อง คุ้มครอง และฟื้นฟู |
|
|
นโยบายการพัฒนาการประมงในน่านน้ำไทย |
(1) ฟื้นฟูทรัพยากรในน่านน้ำไทย โดยลดการจับลูกสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เช่น ปลาทู ปลาอินทรี หมึก กุ้งกุลาดำ ปูม้า (จากการจับจากทะเล) ปลานิล ปลาดุก กุ้งก้ามกราม (จากการเพาะเลี้ยง) เป็นต้น และลดการจับสัตว์น้ำพลอยได้ เช่น ปลาทรายแดง ปูม้าตัวเล็ก เป็นต้น กำหนดเครื่องมือ วิธีการ ห้วงเวลา และพื้นที่ทำการประมง เช่น ห้ามทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือในช่วงที่สัตว์น้ำยังเติบโตไม่เต็มวัย การปิดพื้นที่บางแห่งไม่ให้ทำประมง (2) ฟื้นฟูแหล่งประมงและระบบนิเวศที่อยู่อาศัย เพื่อให้มีความอุดมสมบูรณ์ และให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ (3) ส่งเสริมการทำประมงในน่านน้ำไทยอย่างรับผิดชอบ (4) ลดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาวประมงผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสร้างความสมดุลของการใช้และการดูแลทรัพยากรประมงโดยชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในน่านน้ำไทย (5) ส่งเสริมการใช้แรงงานในภาคประมงที่ถูกกฎหมายตามหลักสากล ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการทดแทนแรงงานในภาคประมง เช่น การประยุกต์ใช้เครื่องทุ่นแรงและใช้ระบบทำความเย็นทดแทนการใช้น้ำแข็ง เพื่อลดการใช้แรงงานบนเรือประมง ฉากทัศน์ในปี 2570 คือ ทรัพยากรประมงในน่านน้ำไทยและแหล่งอาศัยสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น การทำประมงทะเลในน่านน้ำไทยปลอดจากการทำการประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแรงงานในภาคประมงถูกกฎหมายและมีจำนวนแรงงานเพียงพอ |
|
|
นโยบายการส่งเสริมพัฒนา และแก้ไขปัญหาการประมงนอกน่านน้ำไทย |
(1) ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการทำประมงนอกน่านน้ำไทยให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อจับสัตว์น้ำมาบริโภคและเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปภายในประเทศ (2) ผู้ประกอบการสามารถทำการประมงนอกน่านน้ำไทยได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (3) เจรจา แสวงหาแหล่งทำการประมงเพื่อเพิ่มแหล่งการทำประมงนอกน่านน้ำไทย (4) ศึกษาและพัฒนาการวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ประกอบการประมงนอกน่านน้ำไทย โดยใช้เทคโนโลยีการติดตามเฝ้าระวังเรือระยะไกลด้วยดาวเทียม ประยุกต์ใช้เครื่องทุ่นแรงและใช้ระบบทำความเย็นทดแทนการใช้น้ำแข็งเพื่อลดการใช้แรงงานบนเรือประมง ฉากทัศน์ในปี 2570 คือ ส่งเสริมการตั้งกองเรือประมงนอกน่านน้ำและเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ โดยเรือประมงที่ออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำไทยสามารถดำเนินการหรือปฏิบัติได้ถูกต้อง ตามระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมผู้ประกอบการประมงนอกน่านน้ำรายใหม่ |
|
|
นโยบายการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศ |
(1) ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลและผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (2) ผลักดันการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน (3) พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยการเพาะเลี้ยงแบบอินทรีย์ มีระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับให้อาหารและควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงแบบอัตโนมัติ การใช้โซล่าเซลล์เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน ฉากทัศน์ในปี 2570 คือ ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทยมีคุณภาพสูง ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม |
|
|
นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านการประมงของประเทศ |
(1) เสริมสร้างมาตรฐานสุขอนามัยสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำภายในประเทศ (2) ผลักดันกระบวนการแปรรูปที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนและไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสินค้าประมง (3) สินค้าประมงมีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ไม่ถูกตีกลับจากการส่งออกไปต่างประเทศ และสามารถตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับได้ (4) ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันทางการค้า (5) พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าประมงให้ตรงกับความต้องการของตลาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เทคโนโลยีในการถนอมอาหารด้วยความดันสูง การพัฒนาระบบโลจิสติกโดยการใช้ระบบห่วงโซ่ความเย็นในการขนส่งสัตว์น้ำมีชีวิตและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ฉากทัศน์ในปี 2570 คือ ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในสินค้าประมงไทย ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มาตรฐาน และตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิตเกษตรกร/ผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขัน มีการใช้เทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าประมงตามความต้องการของตลาด |
1.2 แผนบริหารจัดการการประมง พ.ศ. 2566-2570 ข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ปี 2567 พบว่า ผลผลิตจากการประมงทั่วโลกในปี 2565 มีปริมาณรวม 185.4 ล้านตัน [มาจากการจับจากธรรมชาติ 91 ล้านตัน (ร้อยละ 49.08) และจากการเพาะเลี้ยง 94.4 ล้านตัน (ร้อยละ 50.92)] และในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาผลผลิตจากการจับจากธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง ส่วนผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงมีแนวโน้มสูงขึ้น ในส่วนของประเทศไทย อุตสาหกรรมประมงมีความสำคัญในด้านการเป็นแหล่งรายได้ของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป (อาหารทะเลกระป๋อง กุ้งสด กุ้งแช่เย็นแช่แข็ง) ซึ่งการส่งออกสินค้าประมงแปรรูปสามารถนำรายได้เข้าประเทศมากกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันวัตถุดิบสัตว์น้ำมีจำนวนลดลงทั้งจากการเพาะเลี้ยงและการจับจากธรรมชาติ ทำให้วัตถุดิบในการผลิตไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการแปรรูปสินค้าประมงจึงต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับยังมีปัจจัยเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการประมงที่สำคัญ อาทิ กฎ กติกาด้านการค้าของโลกที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับบทบาทและพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต เช่น กฎระเบียบเกี่ยวกับ IUU Fishing กฎระเบียบการอุดหนุนประมง (Fisheries Subsidies) เป็นต้น สภาพภูมิอากาศ ซึ่งการเกิดปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผลผลิตและความหลากหลายของชนิดสัตว์น้ำลดลงอย่างมาก แนวโน้มประชากรโลกเพิ่มขึ้นทำให้ความต้องการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายการพัฒนาการประมงข้างต้น บรรลุวัตถุประสงค์และนำไปสู่การขับเคลื่อน จึงต้องมีการจัดทำแผนบริหารจัดการการประมง พ.ศ. 2566 - 2570 เพื่อเป็นกรอบทิศทางการดำเนินงานให้สามารถแก้ไขปัญหาการประมงในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 18 กลยุทธ์ งบประมาณ 12,762.65 ล้านบาท สามารถสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
|
หัวข้อ |
รายละเอียด |
||||||||||||||||||||||||||||
|
วิสัยทัศน์ |
ทรัพยากรประมงสมดุล การประมงไทยเข้มแข็ง เศรษฐกิจประมงเติบโตอย่างยั่งยืน หรือปฏิบัติได้ถูกต้อง ตามระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมผู้ประกอบการประมงนอกน่านน้ำรายใหม่ |
||||||||||||||||||||||||||||
|
วัตถุประสงค์ |
(1) ฟื้นฟู บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงและแหล่งให้ที่อยู่อาศัยสัตว์น้ำให้มีความยั่งยืน (2) ควบคุมการทำประมงให้ถูกต้องตามระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมาย (3) ส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของชาวประมงและผู้ประกอบการในการแข่งขันด้านประมงอย่างยั่งยืน (4) ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าประมง ตามมาตรฐานสากล (5) พัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านทางการประมง และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน |
||||||||||||||||||||||||||||
|
งบประมาณ |
12,762.65 ล้านบาท แบ่งเป็น หน่วย : ล้านบาท
ทั้งนี้ สำหรับงบประมาณดังกล่าวไม่มีการขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมหรือย้อนหลัง สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2569 เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีและดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องแล้ว และสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการจัดทำคำของบประมาณแล้ว ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงาน |
||||||||||||||||||||||||||||
|
เป้าหมายและตัวชี้วัด |
(1) ทรัพยากรประมงมีความอุดมสมบูรณ์และมีผลผลิตสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าปีละ 25,000 ตัน (2) อัตราการขยายตัวของสินค้าประมงเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 (3) ควบคุมการทำประมงให้ปลอดจากการทำการประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (4) มีเรือประมงไทยออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำเพิ่มขึ้น และดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ร้อยละ 100 (5) องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นได้รับการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถทำให้มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ต่อราย/ปี (6) สินค้าประมงมีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่ถูกตีกลับจากประเทศคู่ค้าร้อยละ 95 (7) ส่งเสริมและขยายผลงานวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยอย่างน้อย 40 เรื่อง ภายในปี 2570 |
||||||||||||||||||||||||||||
|
ยุทธศาสตร์ |
ยุทธศาสตร์ที่ 1 อนุรักษ์ ฟื้นฟู และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เป้าหมาย : เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำและแหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์และมีความสมดุล ตัวชี้วัด : แหล่งอาศัยของทรัพยากรประมงได้รับการบริหารจัดการเชิงระบบนิเวศไม่น้อยกว่า 10 พื้นที่/ปี แนวทางการดำเนินการ/พัฒนา : ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์ กรอบงบประมาณรวม 4,689.91 ล้านบาท ดังนี้ - กลยุทธ์ที่ 1 เสริมสร้างความสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง และแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ผลิตและปล่อยลูกพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตในแม่น้ำและแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ประมงอาสาพาปลากลับบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญของประเทศด้วยชุดอุปกรณ์เพาะฟักแบบเคลื่อนที่ สร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล (ปะการังเทียม) ส่งเสริมให้มีการนำขยะทะเลไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 1,481.50 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 2 เพิ่มผลผลิตของสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น เพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามโดยการเพาะและปล่อยในแหล่งน้ำ เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในพื้นที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทาน ประเมินเพื่อจัดลำดับพื้นที่สำคัญและติดตั้งทางผ่านปลาเพื่อลดผลกระทบจากสิ่งขวางกั้นลำน้ำ จัดตั้งศูนย์ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำชุมชน เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 3,155.28 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 3 การดำรงพันธุ์ของสัตว์น้ำที่หายากและถูกคุกคาม และดำรงความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น เพาะพันธุ์สัตว์น้ำประจำถิ่น หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ เพื่อปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำโขง ติดตามเฝ้าระวังการแพร่กระจายของสัตว์น้ำต่างถิ่นในแหล่งน้ำและประเมินภาวะคุกคามของสัตว์น้ำต่างถิ่นที่รุกราน เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 53.13 ล้านบาท หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : เช่น กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมชลประทาน สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เป็นต้น |
||||||||||||||||||||||||||||
|
ยุทธศาสตร์ที่ 2 บริหารจัดการทรัพยากรประมงและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เป้าหมาย : ลดการทำประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการประมงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด : ปริมาณสัตว์น้ำต่อหน่วยลงแรงประมง เพิ่มขึ้นขึ้นร้อยละ 3 แนวทางการดำเนินการ/พัฒนา : ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ กรอบงบประมาณรวม 5,382.69 ล้านบาท ดังนี้ - กลยุทธ์ที่ 1 การจัดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรประมงตามจุดอ้างอิงการจัดสรรโดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น จัดสรรจำนวนวันทำการประมง และติดตามควบคุมตรวจสอบจำนวนวันทำการประมงให้เป็นไปตามที่อนุญาต นำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อลดศักยภาพการทำการประมงส่วนเกิน ควบรวมใบอนุญาตทำการประมง เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 2,880.95 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 2 พัฒนา ปรับปรุงระบบการปรับแก้ไขกฎหมายเพื่อปรับปรุงมาตรการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำประมงให้มีประสิทธิภาพ และปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์และการบังคับใช้เพื่อป้องกันการทำประมง IUU Fishing โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น เพิ่มความตระหนักและสนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่น การป้องกันการทำประมง IUU Fishing ศึกษากฎระเบียบและมาตรการของรัฐชายฝั่ง รัฐเจ้าของท่า และองค์การบริหารจัดการประมงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 528 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 3 สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติและภูมิภาคเพื่อต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ประสานนโยบายในการต่อต้านการประมง IUU Fishing ระหว่างภาครัฐ จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อขับเคลื่อนการให้ความช่วยเหลือเรือไทยที่ประสบปัญหาในต่างประเทศและในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเร่งด่วนเป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 27 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 4 ชุมชนมีส่วนร่วมเฝ้าระวัง ควบคุม ติดตาม และประเมินสภาวะทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ประเมินสถานภาพทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำจืดด้วยวิธีการประเมินผลจับสัตว์น้ำต่อหน่วยการลงแรงประมงและความอุดมสมบูรณ์ ติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำชลประทาน เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 177.99 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 5 ขจัดเครื่องมือประมงผิดกฎหมายและจัดระเบียบการทำประมงในทะเลสาบสงขลา โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยชุมชนประมงท้องถิ่น รื้อถอนเครื่องมือประมงผิดกฎหมายและจัดระเบียบเครื่องมือประมง เชิงพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 1,768.75 ล้านบาท หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : เช่น กรมประมง กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
ยุทธศาสตร์ที่ 3 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาศักยภาพของชาวประมงเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และผู้ประกอบการ เป้าหมาย : ชาวประมงและผู้ประกอบการมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการสินค้าประมงและมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด : (1) สินค้าประมงไม่ถูกตีกลับจากประเทศคู่ค้าด้วยสาเหตุ IUU fishing ร้อยละ 100 (2) สินค้าประมงที่ได้รับการพัฒนาและเป็นไปตามความต้องการของตลาดอย่างน้อย 5 ผลิตภัณฑ์/ปี แนวทางการดำเนินการ/พัฒนา : ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ กรอบงบประมาณรวม 1,936.0 ล้านบาท ดังนี้ - กลยุทธ์ที่ 1 พัฒนาเทคโนโลยีและเสริมสร้างศักยภาพชาวประมงผู้ประกอบการในการทำการประมง โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกล/เทคโนโลยีทดแทนแรงงานประมง พัฒนาพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีสำหรับเรือประมงที่ส่งเสริมการจัดตั้งกองเรือประมงนอกน่านน้ำและเรือขนถ่ายสัตว์น้ำและผู้ประกอบการรายใหม่ เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 504.25 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 2 พัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบการในการยกระดับสู่มาตรฐานด้านการประมง โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ส่งเสริมและพัฒนา กษตรกรและผู้ประกอบการประมงสู่การรับรองมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการประมงสู่การรับรองมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่รับรองมาตรฐานระดับสากลที่ตลาดต้องการเพิ่มเติม ส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตสินค้าประมงให้ได้รับตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียว เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 83.65 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 3 ส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายในและต่างประเทศ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ ได้แก่ ขับเคลื่อนสินค้าสัตว์น้ำเศรษฐกิจส่งออกไปยังต่างประเทศ ร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 21 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 4 ส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเพาะ เลี้ยงสัตว์น้ำและสนับสนุนปัจจัยการผลิต เครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ในเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พัฒนาต้นแบบระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อรองรับและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศในเชิงพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 288 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 5 ยกระดับสินค้าประมงให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าประมงตามมาตรฐานสากล เชื่อมโยงและปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ของการตรวจสอบย้อนกลับให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงการทำประมง Fishery Improvement Program เพื่อเข้าสู่มาตรฐานสากล เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 1,039.30 ล้านบาท หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : เช่น กรมประมง กรมพัฒนาชุมชน กรมการค้าภายใน สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการประมง เป้าหมาย : ส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการประมงให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ ตัวชี้วัด : จำนวนงานวิจัยหรือนวัตกรรมที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาภาคการประมง ไม่น้อยกว่า 3 เรื่อง แนวทางการดำเนินการ/พัฒนา : ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ กรอบงบประมาณรวม 753.85 ล้านบาท ดังนี้ - กลยุทธ์ที่ 1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการประมงน้ำจืด โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น การบริหารจัดการสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำจืดและระบบนิเวศ พัฒนาระบบฐานข้อมูลหรือภูมิสารสนเทศเกี่ยวกับสัตว์น้ำนิเวศแหล่งน้ำจืดและแหล่งการทำประมงน้ำจืด เป็นต้นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 187.45 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 2 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการประมงในน่านน้ำ โดยมีกิจกรรม/โครงการ ที่สำคัญ ได้แก่ สำรวจทรัพยากรทะเลลึกและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรทะเลลึกที่มีศักยภาพในการทำการประมง สาธิตเครื่องมือประมงและการทำการประมงในทะเลลึก โดยเรือสำรวจประมง ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 165.40 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 3 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการประมงนอกน่านน้ำ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ ได้แก่ รวบรวมข้อมูลทรัพยากรและการทำประมงจากเรือประมงไทยที่ทำการประมงนอกน่านน้ำ ศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการทำประมงนอกน่านน้ำ ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 11 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 4 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมีกิจกรรม/โครงการ ที่สำคัญ เช่น พัฒนาและสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้านพันธุกรรม ด้านอาหารสัตว์น้ำและด้านโรคสัตว์น้ำ เพื่อให้สัตว์น้ำมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจ พัฒนาระบบ เพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยเชิงพื้นที่ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (loT) และปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 350 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 5 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านการประมง โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ ได้แก่ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 40 ล้านบาท หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : เช่น กรมประมง กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย เป็นต้น |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
กลไกในการขับเคลื่อนและ การติดตามประเมินผล |
การขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการการประมง พ.ศ. 2566-2570 - กลไกในระดับนโยบาย : มีคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติเป็นศูนย์กลาง การขับเคลื่อนระดับนโยบายในภาพรวมของประเทศ และมีคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนในระดับจังหวัด เนื่องจากในแต่ละพื้นที่มี - กลไกในระดับปฏิบัติการ : บูรณาการการดำเนินงานกับหน่วยงานระดับปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ส่วนกลาง คือ หน่วยงานในสังกัดกรมประมง ภูมิภาค คือ สำนักงานประมงจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งจะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ภาคส่วนต่าง ๆ นำนโยบายและแผนฯ ไปใช้ประกอบการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงของประเทศในระยะ 5 ปีมีความยั่งยืนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การติดตามและประเมินผล : มีแนวทางการติดตามและประเมินผลแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้ (1) ระหว่างการดำเนินงาน โดยทำการประเมินทุก 2 ปี เป็นการตรวจสอบความก้าวหน้า ในการดำเนินกิจกรรมตามแผน เพื่อตรวจพบปัญหา/อุปสรรค และปรับแนวทางให้ทันสถานการณ์ (2) เมื่อสิ้นสุดแผน เป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ/กิจกรรม เพื่อมุ่งตรวจสอบว่าโครงการ/กิจกรรมประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ รวมถึงการประเมินผลสัมฤทธิ์เป้าหมายและตัวชี้วัดของแผน |
||||||||||||||||||||||||||||
|
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ สมาคมด้านการประมงที่เกี่ยวข้อง และองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จำนวน 27 หน่วยงาน อาทิ กรมประมง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรมศุลกากร กรมการค้าภายใน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น | ||||||||||||||||||||||||||||
ทั้งนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 และคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติในคราวประชุมครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ได้มีมติเห็นชอบนโยบายและแผนฯ ด้วยแล้ว
2. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบตามที่ กษ. เสนอ โดย สงป. มีความเห็น/ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้
สงป. เห็นว่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนโยบายและแผนฯ เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามศักยภาพและความพร้อมในทุกมิติ โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับจัดสรรไว้แล้ว หรือพิจารณาใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณมาดำเนินการในโอกาสแรกหรือพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ หรือโอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรรตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 21 กรกฎาคม 2569
g14
สงวนลิขสิทธิ์ © 2557 บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด