ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน
การขอเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์แนวทางการดำเนินโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์แนวทางการดำเนินโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล ตร. (โครงการฯ) โดยให้ระงับโครงการฯ ในรอบเดือนเมษายน [เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (18 มีนาคม 2568) เห็นชอบให้ดำเนินโครงการฯ จำนวน 2 รอบ คือ รอบเดือนเมษายนและรอบเดือนตุลาคม ของแต่ละปี] ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เสนอ
(ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ตร. จะต้องนำหลักเกณฑ์ใหม่นี้ไปแจ้งเวียนให้ข้าราชการตำรวจทราบเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการสมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ รอบเดือนตุลาคม 2569)
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (5 กันยายน 2543) เห็นชอบการดำเนินโครงการฯ จำนวน 1 รอบ คือ รอบเดือนตุลาคม โดยจูงใจให้ข้าราชการตำรวจกลุ่มเป้าหมาย ลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ ทั้งนี้ ผู้ลาออกจะได้รับบำเหน็จบำนาญปกติและสิทธิประโยชน์อื่นตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งได้รับการขอพระราชทานยศหรือเลื่อนยศสูงขึ้น ซึ่งโครงการฯ มีหลักการสำคัญ เช่น (1) เป็นการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังพลโดยไม่มีการยุบเลิกตำแหน่ง (2) เป็นความสมัครใจของข้าราชการตำรวจ และความเห็นชอบของหัวหน้าหน่วยต่าง ๆ
2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (18 มีนาคม 2568) เห็นชอบหลักเกณฑ์แนวทางการดำเนินโครงการฯ เพิ่มรอบการดำเนินโครงการ รอบ 1 เมษายน โดยมีผลในการลาออกจากราชการตามโครงการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นอกเหนือจากรอบ 1 ตุลาคม ของแต่ละปี เฉพาะกรณีผู้มียศพลตำรวจตรีหรือพลตำรวจโท ซึ่งต้องมีระยะเวลาครองยศพลตำรวจตรีหรือพลตำรวจโทมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับถึงวันที่ 31 มีนาคมของปีงบประมาณที่ลาออก (สำหรับรอบ 1 เมษายน) หรือครองยศพลตำรวจตรีหรือพลตำรวจโทมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับถึงวันที่ 30 กันยายนของปีงบประมาณที่ลาออก (สำหรับรอบ 1 ตุลาคม) รวมทั้งมีเวลาราชการเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 เมษายนหรือวันที่ 1 ตุลาคม แล้วแต่กรณี สำหรับคุณสมบัติและเงื่อนไขอื่น ๆ ตลอดจนสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องที่จะพึงได้รับตามโครงการฯ เป็นไปตามแนวทางเดิม
3. ในครั้งนี้ ตร. แจ้งว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการฯ รอบเดือนเมษายนมาแล้ว จำนวน 2 รุ่น คือ รุ่นที่ 26 มีผลการลาออกวันที่ 1 เมษายน 2568 และรุ่นที่ 28 มีผลการลาออกวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยกำหนดให้ข้าราชการเข้าร่วมโครงการเฉพาะผู้มียศพลตำรวจตรีหรือพลตำรวจโท ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดตำแหน่งระดับนายพลว่างและไม่สามารถคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจทดแทนได้ เนื่องจากมิได้อยู่ในห้วงวาระประจำปีที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2567 ที่จะสามารถคัดเลือกแต่งตั้งทดแทนในตำแหน่งที่ว่างลงในคราวเดียวกันได้ โดยจะต้องรอถึงวาระการแต่งตั้งประจำปี (ระดับผู้บังคับการขึ้นไปมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไปของแต่ละปี) ดังนั้น การดำเนินโครงการฯ รอบเดือนเมษายน จึงก่อให้เกิดตำแหน่งว่างระดับผู้บริหาร (ผู้บังคับการขึ้นไป) ที่จะไม่มีผู้ครองตำแหน่งเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน ทำให้เกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานด้านต่าง ๆ ที่สำคัญ โดยเฉพาะงานป้องกันปราบปราม งานสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นลักษณะงานในความรับผิดชอบหลักของ ตร. หรือลักษณะงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือลักษณะงานที่ต้องใช้ประสบการณ์ในงานมาก ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของโครงการ
4. ก.ตร. ในการประชุมครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ซึ่งมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทำหน้าที่ประธานการประชุม มีมติเห็นชอบให้ระงับโครงการฯ ในรอบเดือนเมษายน ดังนั้น โครงการฯ จะเหลือเพียงรอบเดียว คือ รอบเดือนตุลาคม (สำหรับคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการและเงื่อนไขอื่น ๆ ตลอดจนสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับตามโครงการฯ จะเป็นไปตามแนวทางเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้เคยเห็นชอบไว้) ทั้งนี้ หลักเกณฑ์โครงการฯ รอบเดือนตุลาคม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีสาระสำคัญ ดังนี้
|
หัวข้อ |
หลักเกณฑ์โครงการฯ (รอบเดือนตุลาคม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570) |
|
รอบการดำเนินโครงการ |
มี 1 รอบ คือ รอบเดือนตุลาคม [เดิมมี 2 รอบ คือ รอบเดือนเมษายน (ที่ขอยกเลิกในครั้งนี้) และรอบเดือนตุลาคม] |
|
คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการฯ |
- เป็นข้าราชการตำรวจยศไม่เกินพลตำรวจโท ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปหรือมีเวลาราชการ 25 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยไม่รวมเวลาทวีคูณ ทั้งนี้ การนับอายุและเวลาราชการให้นับถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (ต้องเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 2 ตุลาคม 2519 หรือได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการก่อนวันที่ 2 ตุลาคม 2544) - ต้องมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป ยกเว้นข้าราชการตำรวจยศ พลตำรวจตรีและพลตำรวจโท ต้องมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 6 เดือน ขึ้นไป นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 - ไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติราชการชดใช้ทุนในกรณีต่าง ๆ เช่น กรณีรับทุนลาศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย ปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ หรือหากอยู่ในระหว่างปฏิบัติราชการชดใช้ทุนจะต้องยินยอมใช้เงินตามสัญญาที่ทำไว้กับ ตร. - ไม่เป็นผู้ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องออกจากราชการในกรณีอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา ถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการเนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการ เป็นต้น - ไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างถูกไต่สวนข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) หรือถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือสำนักงาน ป.ป.ท. ชี้มูลความผิดทางวินัย หรืออยู่ระหว่างถูกสั่ง พักราชการ ถูกสอบสวนทางวินัย หรือสืบสวนข้อเท็จจริงทางวินัย หรือการพิจารณาโทษทางวินัย รวมถึงผู้ที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามมาตรา 131 หรือมาตรา 120 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดคดีอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา - เป็นผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญปกติด้วยเหตุสูงอายุ หรือเหตุรับราชการนานตามความที่บัญญัติในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 - ผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตั้งแต่วันที่ยื่นใบสมัครจนถึงวันที่ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการ - ภายหลังจากได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ และอยู่ระหว่างดำเนินการขอพระราชทานยศ หรือเลื่อนยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษ หากมีกรณีดังต่อไปนี้ ให้เป็นอันหมดสิทธิในการขอพระราชทานยศ หรือเลื่อนยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษ (1) อยู่ระหว่างถูกตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง (2) อยู่ระหว่างถูกตั้งกรรมการสอบสวนว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง (3) อยู่ระหว่างการไต่สวนของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือ สำนักงาน ป.ป.ท. กรณีถูกกล่าวหา หรือถูกชี้มูลความผิดว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง (4) อยู่ระหว่างต้องหาหรือถูกฟ้องในคดีอาญา ซึ่งศาลประทับรับฟ้องแล้ว เว้นแต่คดีความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท คดีความผิดลหุโทษและคดีความผิดที่ถูกฟ้องอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการซึ่งพนักงานอัยการรับเป็นทนายความแก้ต่างหรือความผิดที่คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษทางวินัย พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นความผิดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ |
|
ผลประโยชน์ที่จะได้รับ |
ผู้ขอลาออกจากราชการตามโครงการฯ จะได้รับบำเหน็จบำนาญปกติ และประโยชน์อื่น ๆ ตามข้อบังคับ หรือกฎหมายกำหนด ดังนี้ 1. ได้รับการขอพระราชทานยศ หรือเลื่อนยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่มีการปรับระดับเงินเดือนสูงขึ้นตามชั้นยศใหม่ (ยกเว้นข้าราชการตำรวจ ยศพันตำรวจเอก) 1.1 ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศพลตำรวจโท จะต้องครองยศเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออกและเสนอเลื่อนยศเป็นพลตำรวจเอก 1.2 ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศพลตำรวจตรี จะต้องครองยศเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออกและเลื่อนยศเป็นพลตำรวจโท 1.3 ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศพันตำรวจเอก อัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) จะต้องครองยศพันตำรวจเอก อัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออกและให้เลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรี 1.4 ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศร้อยตำรวจตรีถึงพันตำรวจโทจะต้องครองยศเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณ ที่ลาออก และให้เลื่อนยศสูงขึ้น 1 ชั้นยศ 2. มีสิทธิได้รับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามชั้นยศเดิมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2564 3. มีสิทธิได้รับพิจารณาเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือนประจำ 4. มีสิทธิได้รับใบประกาศเกียรติคุณทำนองเดียวกับผู้เกษียณอายุ |
|
เงื่อนไขของโครงการฯ |
- การลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ เป็นไปตามความสมัครใจ และได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัด ตร. - การลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ จะมีผลโดยสมบูรณ์เมื่อผู้มีอำนาจอนุญาตให้ลาออกมีคำสั่งอนุญาตให้ลาออกจากราชการ - เมื่อได้รับอนุมัติให้ลาออกแล้วจะไม่ขอกลับเข้ารับราชการ และไม่เรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ นอกเหนือจากที่ทางราชการกำหนด - การอนุญาตให้ลาออกจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 |
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 21 กรกฎาคม 2569
g8
สงวนลิขสิทธิ์ © 2557 บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด