ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน

ผลการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้วุฒิสภาพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือ

หมวดหมู่: มติ ครม.
วันที่สร้าง วันพุธ, 15 กรกฎาคม 2569 13:25
ฮิต: 292

ผลการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้วุฒิสภาพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือ

 

Gov 2

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้วุฒิสภาพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

          เรื่องเดิม

          1. ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 7 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมได้พิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้วุฒิสภาพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือ (นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้เสนอ) แล้วมีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่สำคัญเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือ ได้แก่ แนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเกิดขึ้นเป็นประจำหลายท้องที่ การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและแนวทางแก้ไขเชิงบริหารจัดการ รวมถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และข้อเสนอแนะเฉพาะพื้นที่ (กรณีจังหวัดน่าน) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

          2. นายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ สทนช. เป็นหน่วยงานหลักรับญัตติข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของวุฒิสภาดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

          สาระสำคัญของเรื่อง

          สนทช. ได้พิจารณาญัตติดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยสรุปผลการพิจารณาได้ดังนี้

          1. ปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเกิดขึ้นเป็นประจำหลายท้องที่

 

ข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ

 

ผลการพิจารณาข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ

1. ควรจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในแต่ละจังหวัดครอบคลุมทั้งระบบตั้งแต่การกักเก็บน้ำ ระบายน้ำและพื้นที่รับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

 

กษ.

กรมชลประทาน (ชป.) มีแผนดำเนินการโครงการ ก่อสร้างถาวรเพื่อบรรเทาภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นภาพรวมทั้งลุ่มน้ำในภาคเหนือ สอดคล้องกับแผนแม่บทของ สทนช. โดยครอบคลุมทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ (อ่างเก็บน้ำ ฝายชะลอน้ำ) จนถึงการระบายน้ำในพื้นที่เกษตรและชุมชนเมือง ซึ่งการดำเนินงานอยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ทส.

กรมทรัพยากรน้ำ (ทน.) เห็นด้วยกับการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบในภาพรวมระดับจังหวัดและพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อรองรับน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ โดยพร้อมสนับสนุน ข้อมูลและร่วมดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สทนช.

สทนช. เห็นด้วยกับการจัดทำแผนแม่บทการจัดการน้ำโดยดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมทั้งระบบ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 35 (1) กำหนดให้คณะกรรมการลุ่มน้ำมีหน้าที่และอำนาจจัดทำแผนแม่บท การใช้การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเสนอ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบเพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำ ปัจจุบัน สทนช. อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทฯ ทั้ง 22 ลุ่มน้ำ โดยมีผู้แทนหน่วยงาน เช่น ชป. จังหวัด ร่วมจัดทำผ่านกระบวนการ SEA ประเมิน สิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเน้นรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่จริงเพื่อกำหนดค่าเป้าหมายและตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการในแต่ละพื้นที่ แผนแม่บทนี้จะเป็นกรอบให้หน่วยงานปฏิบัติ

2. ควรให้มีการของบประมาณแบบเฉพาะกิจหรือโครงการระยะยาว ผลักดันให้ท้องถิ่นมีบทบาทร่วมลงทุนและดูแลรักษาโครงการอย่างยั่งยืน

 

กษ.

ชป. มีแผนดำเนินการและแนวทางขับเคลื่อนโครงการเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนด้านการขาดแคลนน้ำและที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม แบบบูรณาการเป็นภาพรวมทั้งลุ่มน้ำยม ซึ่งจะสอดคล้องกับการดำเนินงานจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำของ สทนช. โดยการ ขับเคลื่อนโครงการแบ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ตอนกลางและพื้นที่ตอนล่าง ดังนี้

1. พื้นที่ต้นน้ำ ได้แก่ การก่อสร้างแหล่งเก็บกักน้ำเช่น อ่างเก็บน้ำน้ำปี้และอ่างเก็บน้ำห้วยรู จ.พะเยา อ่างเก็บน้ำแม่แคม จ.แพร่ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่คำมี จ.แพร่ และการเตรียมความพร้อมศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ่างเก็บน้ำที่มีศักยภาพ เช่น อ่างเก็บน้ำแม่ปั๋ง อ่างเก็บน้ำห้วยขาม อ่างเก็บน้ำน้ำรวบ จ.พะเยา เป็นต้น

2. พื้นที่ตอนกลาง ปรับปรุงฝายแม่ยม จ.แพร่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยไร่ และอ่างเก็บน้ำแม่สำ จ.สุโขทัย ก่อสร้างประตูระบายน้ำ (ปตร.) ในลำน้ำยม ได้แก่ ปตร.บ้านวังน้ำเย็น, บ้านหาดอ้อน จ.แพร่, บ้านบานชื่น, บ้านเกาะน้อย จ.สุโขทัย และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ปตร.คลองหกบาท เพื่อผันน้ำเลี่ยงชุมชนเมือง

3. พื้นที่ตอนล่าง พัฒนาพื้นที่แก้มลิง ผันน้ำหลากออกจากลำน้ำยม และก่อสร้างประตูระบายน้ำหรือฝายในลำน้ำยม เช่น ปตร.ท่านางงาม จ.พิษณุโลก, ปตร.ท่าแห, วังจิกและ ปตร.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร

ทส.

ทน. ได้จัดทำแผนงานและโครงการด้านแหล่งน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาวเสนอผ่านระบบ Thai Water Plan (TWP) ของ สทนช. ครอบคลุมโครงการก่อสร้างโครงสร้างถาวร เช่น เขื่อน ฝาย คลองผันน้ำ ประตูระบายน้ำ และพื้นที่แก้มลิง ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอให้มีงบประมาณเฉพาะกิจและระยะยาวสำหรับแนวคิดการจัดตั้งกองทุนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติระดับจังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการโดยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในบทบาทที่เกี่ยวข้อง

สทนช.

มีการดำเนินการและมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้

1. งบประมาณเฉพาะกิจบรรเทาภัยพิบัติ รัฐบาล จัดสรรงบประมาณเฉพาะกิจในกรณีเร่งด่วน เช่นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน และกรณีเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้หน่วยงานแก้ไขปัญหาอุทกภัยบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมส่งเสริมการสร้างอาชีพ รายได้ และจ้างแรงงานในพื้นที่

2. การร่วมลงทุนดูแลรักษาโครงการโดย อปท. สามารถดำเนินการตามแนวทางของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อรับการอุดหนุนเฉพาะกิจเช่น ก่อสร้างและปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้าน ซ่อมแซมสถานีสูบน้ำ ตลอดจนพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ เป็นต้น

3. ควรจัดกองทุนป้องกันปัญหาภัยพิบัติถาวรระดับจังหวัด เพื่อเป็นแหล่งเงินสำรองที่พร้อมใช้งานทันทีที่จำเป็นโดยไม่ต้องรอขั้นตอนจากส่วนกลาง

 

มท.

ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 -2570 ระบุให้จัดตั้งกองทุนการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยและกองทุนพิเศษฯ โดยกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งและ มท. เป็นหน่วยงานบริหารกองทุน จัดหารายได้การเบิกจ่าย และการใช้จ่ายกองทุน โดย ปภ. ได้ขับเคลื่อนการจัดตั้งกองทุนฯ โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าการจัดตั้งกองทุนให้ดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย ได้แก่ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561, พ.ร.บ. การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 และหนังสือกรมบัญชีกลาง ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในการจัดตั้งกองทุน เช่น

1. หลักเกณฑ์และความจำเป็น

2. แหล่งที่มาของเงินกองทุน

3. สัดส่วนการใช้จ่าย

4. คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ เนื่องจากการจัดตั้งกองทุนมีประเด็นเชิงลึกที่ต้องพิจารณา ทั้งด้านการบริหารจัดการ กฎหมาย และแหล่งที่มางบประมาณ ปภ.จึงวางแผนศึกษาความเป็นไปได้โดยเชิญผู้แทนหน่วยงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนักวิชาการด้านการเงินการคลังมาร่วมให้ข้อคิดเห็น ตลอดจนหารือร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อหาแนวทางจัดตั้งกองทุนที่เป็นรูปธรรม มั่นคงและโปร่งใสต่อไป

 

 

          2. รัฐบาลต้องมุ่งเน้นไปที่การมีแผนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

 

ข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ

 

ผลการพิจารณาข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ

โดยเน้นการบูรณาการของทุกภาคส่วน รวมถึงเน้นเรื่องการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้สามารถจัดการปัญหา ดังกล่าวได้ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันและแก้ไข ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

 

มท.

1. สถานการณ์อุทกภัย ปี 2568 สถ. แจ้งมาตรการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 โดยขอความร่วมมือจังหวัดแจ้ง อปท. ให้ดำเนินการจัดทำทบทวนและปรับปรุงแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ซึ่งเน้นรายละเอียดสำคัญ อาทิ ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและดินถล่มระดับหมู่บ้าน/ชุมชน ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง รายการเครื่องมือเครื่องจักรกลสาธารณภัยการกำหนดจุดพื้นที่ปลอดภัย แผนรับรองการอพยพศูนย์พักพิงชั่วคราว และการกำหนดบทบาทภารกิจหน่วยงานให้เหมาะสมกับโครงสร้างศูนย์บัญชาการเหตุการณ์

2. การจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุน: มีการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุน เพื่อส่งเสริมการกระจายอำนาจและกระจายงบประมาณให้ อปท. ไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในการดูแล จัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายจัดตั้ง พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ ณ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โดยกำหนดเงินอุดหนุน 3 ประเภท คือ

       2.1 เงินอุดหนุนทั่วไปตามอำนาจหน้าที่และภารกิจถ่ายโอน: จัดสรรให้ อปท. มีอิสระในการใช้จ่ายตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นทุกปี

    2.2 เงินอุดหนุนทั่วไปกำหนดวัตถุประสงค์: จัดสรรตามความจำเป็นในรายการที่มีวัตถุประสงค์เป้าหมาย อัตราค่าใช้จ่าย และเกณฑ์ที่ได้รับการ จัดสรรตามกฎหมาย ระเบียบ หรือมติ ครม.

      2.3 เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ: จัดสรรเพื่อการลงทุนตามความจำเป็นที่ อปท. เสนอ (ค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง) ต้องมีสัดส่วนของเงินอุดหนุนทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ฯ มากกว่าเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ

3. คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ปภ. จึงได้สั่งการให้จังหวัดจัดทำแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดฯ พร้อมทั้งให้แจ้งอำเภอจัดทำแผนอำเภอและ อปท. จัดทำแผนปฏิบัติการให้มีความสอดคล้องกับแผนหลักเพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการบูรณาการอย่างเป็นระบบและทิศทางเดียวกัน โดยมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้

      3.1 การสร้างความรู้ความเข้าใจถึงความเสี่ยงจากอุทกภัย

    3.2 การพัฒนาการสื่อสารความเสี่ยงสำหรับประชาชนและหน่วยงาน โดยให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัยที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย

    3.3 การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ

    3.4 เตรียมความพร้อมทรัพยากรและเครื่องจักรกลสาธารณภัย

    3.5 การจัดทำแผนอพยพ และศูนย์พักพิงชั่วคราว จัดทำแผนและฝึกซ้อมการอพยพเป็นวงรอบ

    3.6 การฝึกจัดตั้งองค์กรปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินใช้ระบบบัญชาการเหตุการณ์เป็นเครื่องมือสั่งการและประสานความร่วมมือ

    3.7 การบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย ที่เน้นความรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม โดยปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง

    3.8 การประเมินความต้องการหลังเกิดสาธารณภัย (PDNA) ในระยะฟื้นฟูใช้หลัก “พัฒนาให้ดีกว่าและปลอดภัยกว่าเดิม” (Build Back Better and Safer) เพื่อลดความเสี่ยงเดิมและป้องกันความเสี่ยงใหม่ทั้งนี้ อปท. มีงบประมาณตามระเบียบ มท. ว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. พ.ศ. 2566 จึงสามารถตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อใช้ดำเนินการได้ตั้งแต่ระยะก่อนเกิด ขณะเกิดและหลังเกิดสาธารณภัย 

ทั้งนี้ ในกรณีเกิดภัยพิบัติ อปท. สามารถดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้นได้ทันทีเพื่อระงับภัยหรือคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน โดยไม่ต้องรอให้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินหรือไม่ก็ตาม

สทนช.

เห็นด้วยกับแนวทางการจัดทำแผนการป้องกันและแก้ไข ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยการบูรณาการของ ทุกภาคส่วน รวมถึงการกระจายอำนาจและงบประมาณไปสู่ อปท. โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้

1. ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 35 (1) กำหนดให้คณะกรรมการลุ่มน้ำมีหน้าที่และอำนาจจัดทำแผนแม่บทการใช้การพัฒนาการบริหารจัดการ การบำรุงรักษาการฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ เพื่อเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ความเห็นชอบและใช้เป็นกรอบแนวทางบริหารจัดการ โดยในพื้นที่ภาคเหนือ มีลุ่มน้ำจำนวนทั้งสิ้น 5 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำโขงเหนือ

2. แผนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ควรใช้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเป็นกรอบในการเสนอแผนปฏิบัติการ โดยให้ อปท. เสนอแผนงานโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานหลัก เช่น ชป. และกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อเสนอให้ กนช. ให้ความเห็นชอบเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณ ต่อไป ทั้งนี้ ในบางพื้นที่ เช่น ลุ่มน้ำยม ได้มีการเร่งรัด โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการป้องกันปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งในระยะยาว

 

 

          3. การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 

 

ข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ

 

ผลการพิจารณาข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ

การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมควรเป็นไปอย่างทั่วถึงและให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการทุพพลภาพเด็กเล็ก เช่น ระบบเตือนภัยในชุมชนอาจใช้ระบบเสียงตามสายหรือวิทยุชุมชนเพื่อให้ผู้ที่ไม่มีสมาร์ตโฟนสามารถรับรู้ถึงการเตือนภัยล่วงหน้าได้ด้วย และควรจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วในชุมชน โดยให้ อปท. ดำเนินการร่วมกับ ปภ. หน่วยกู้ภัยและเครือข่ายชุมชน เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงทีโดยไม่ต้องรอหนังสือหรือคำสั่งจากจังหวัด

 

มท.

1. สถ. ได้มีหนังสือแจ้งมาตรการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ให้จังหวัดแจ้ง อปท. ดำเนินการ ดังนี้

       1.1 การแจ้งเตือนภัย: เมื่อมีแนวโน้มเกิดอุทกภัย วาตภัยและดินถล่ม ให้แจ้งเตือนกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแต่ละระดับ และแจ้งเตือนประชาชนทุกช่องทาง เพื่อให้ทราบข้อมูล แนวทางปฏิบัติ และช่องทางการช่วยเหลือจากรัฐ

       1.2 การช่วยเหลือประชาชน: เมื่อเกิดภัยให้จัดชุดปฏิบัติการช่วยเหลือด้านการดำรงชีพอย่างต่อเนื่อง จัดทีมช่างบูรณาการทุกภาคส่วนเร่งซ่อมแซมบ้านเรือน และจัดเจ้าหน้าที่ พร้อมยานพาหนะอำนวยความสะดวกเส้นทางน้ำท่วมพร้อมเร่งซ่อมแซมทางชำรุดโดยเร็ว

2. การขับเคลื่อนด้านการแจ้งเตือนภัย

       2.1 การใช้ระบบเสียงตามสายในการเตือน สาธารณภัย มท. ดำเนินโครงการจัดหาระบบวิทยุสื่อสารข่ายบังคับบัญชา มท. เพื่อเพิ่มโครงข่ายแจ้งเตือนภัยครอบคลุมระดับหมู่บ้านทั่วประเทศ โดยส่งข้อความเตือนภัยให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนำไปกระจายข้อมูลผ่านหอกระจายข่าวหรือเสียงตามสามสาย 

      2.2 การส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านวิทยุชุมชนและโทรทัศน์ ในปัจจุบันสำนักงาน กสทช. อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบเชื่อมต่อสัญญาณ Cell Broadcast ผ่าน API Gateway (ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ เป็นจุดเชื่อมต่อสำหรับแอปพลิเคชัน) ของ ปภ. เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับการแจ้งเตือนภัยสาธารณะผ่านวิทยุชุมชนและโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินได้อีกช่องทางหนึ่ง

3. เตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยและความร่วมมือกับเครือข่ายด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เช่น

       3.1 บันทึกความเข้าใจระหว่าง ปภ. กับกรมการปกครอง (ปค.) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 ร่วมมือสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนร่วมปฏิบัติงานตามกฎหมายและแผนป้องกันภัยฯ พร้อมเสริมสร้างศักยภาพ พัฒนาทักษะการค้นหา กู้ภัย และการใช้เครื่องจักรกลสาธารณภัยอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

       3.2 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือสนับสนุนความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัติเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ปภ., สสส., เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่และเครือข่ายจัดการภัยพิบัติ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อสนับสนุนและพัฒนาพื้นที่ให้เป็นชุมชน “การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่น”

       3.3 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสนับสนุนทรัพยากรและบุคลากรร่วมจัดตั้งชุดค้นหาและกู้ภัยในเมืองแห่งชาติ (National Urban Search and Rescue: USAR) เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 มีหน่วยงานร่วมลงนามร่วมมือกันระหว่าง 6 หน่วยงานได้แก่ ปภ., กรมการแพทย์, กทม., วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และบริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด โดยมีรูปแบบ และสถานที่ดำเนินการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Zoom Cloud Meetings ณ ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ

พม. มีการดำเนินการ ดังนี้

1. จัดตั้งศูนย์บริหารการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ (ศบปภ.) เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงานช่วยเหลือ ดูแล และเยียวยากลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติอย่างรวดเร็ว ทันการณ์ และขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ศบปภ. ไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ช่วยเหลือเงินอุดหนุนแก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน โดยคุณสมบัติต้องเป็นผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยฉับพลันท่วงที เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา โดยการสงเคราะห์ การพัฒนา และการฟื้นฟู มูลค่าให้ความช่วยเหลือเป็นเงินหรือสิ่งของไม่เกินครั้งละ 3,000 บาท ต่อครั้งต่อครอบครัวตามระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน 

ทส

กรมป่าไม้ (ปม.) ได้บูรณาการหน่วยงานในสังกัดเพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ภัยพิบัติ แบ่งเป็นช่วง ดังนี้

ช่วงเกิดอุทกภัย: จัดส่งน้ำและอาหาร พร้อมทั้งช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ประสบภัยมายังสถานที่ปลอดภัย

ช่วงหลังเหตุอุทกภัย: ช่วยเก็บเศษวัสดุและทำความสะอาดบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ถนน ทางสาธารณะสถานที่ราชการ และสถานที่สาธารณะ

สทนช

สทนช. มีการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1. การเตรียมความพร้อมและการแจ้งเตือนประชาชน โดยการเตรียมความพร้อม ลงพื้นที่บูรณาการทำงานร่วมกับจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีความเสี่ยงอุทกภัย เพื่อเร่งเตรียมการรับมือสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด การแจ้งเตือนล่วงหน้าโดยการออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์ล่วงหน้า 2-3 วัน เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ นำข้อมูลไปแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบทุกรูปแบบ การแจ้งเตือนระยะสั้น: ประสานกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ใช้ระบบเรดาร์ติดตามคาดการณ์ปริมาณฝนเฉพาะจุดเพื่อแจ้งเตือนภายใน 4-6 ชั่วโมง ให้ทันท่วงทีและแม่นยำที่สุด

2. การบูรณาการหน่วยงานและการพัฒนาระบบข้อมูลโดยมีการถอดบทเรียน ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาด้านการแจ้งเตือนล่วงหน้าร่วมกับหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนระบบติดตามตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาให้พร้อมใช้งานต่อเนื่องตลอดเวลาพร้อมเชื่อมโยงและจัดทำมาตรฐานข้อมูล การส่งต่อข้อมูล: นำผลวิเคราะห์คาดการณ์แจ้งเตือนล่วงหน้าไปยัง ปภ. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย หลากหลายช่องทาง และทันเวลา รวมทั้ง ปภ. ได้พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ “Cell Broadcast” เพื่อส่งข้อความแจ้งภัยไปยังประชาชนได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่

 

 

          4. พื้นที่ป่าของจังหวัดน่านลดลงอย่างมาก เพราะป่าถูกทดแทนที่ด้วยสิ่งปลูกสร้างและรีสอร์ท จำนวนมาก 

 

ข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ

 

ผลการพิจารณาข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการตรวจสอบการใช้ที่ดินว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการให้ใช้ที่ดินหรือไม่หรือโครงการต่างมีการก่อสร้างที่กีดขวางทางน้ำหรือไม่ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำและการไหลเวียนของน้ำตามธรรมชาติซึ่งนำไปสู่การเกิดปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำแล้งในพื้นที่ต่างๆ ได้

 

มท

จังหวัดน่าน: ได้ดำเนินโครงการขุดลอกแม่น้ำน่าน เริ่มจากระยะนำร่อง (ฝายแก้วโมเดล): ขุดลอกรูปแบบต่างตอบแทน ระยะทาง 1,000 เมตร และ ระยะที่ 2: สำรวจและออกแบบเพื่อขุดลอกแม่น้ำน่านทั้งระบบ

ทส.

1. ข้อมูลพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในจังหวัดน่านมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมด 3,220,000 ไร่ โดยมีพื้นที่ที่ราษฎรอยู่อาศัยและถือครองทำกิน จำนวน 1,121,024 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ โดยนำพื้นที่ป่าประเภทที่ราษฎรอยู่มาก่อนปี พ.ศ. 2541 และอยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 3-5 และได้ดำเนินงานทางกฎหมาย มีการบูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติอนุญาตให้จังหวัดน่านดำเนินการตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เพื่อจัดที่อยู่อาศัยและทำกินให้แก่ราษฎร หากพบว่าไม่ถูกต้องจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป สำหรับพื้นที่อื่นๆ กรมป่าไม้จะใช้อำนาจตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ในการควบคุมและกำกับดูแลให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ตามข้อกำหนดและมาตรการอย่างเคร่งครัด 

2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) มีพื้นที่รับผิดชอบประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติจำนวน 6 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำนวน 1 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า จำนวน 1 แห่ง ซึ่งมีราษฎรอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 200,000 ไร่ มีการดำเนินการตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ให้ราษฎรสามารถอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ และส่งเสริมการทำการเกษตรให้เกิดความยั่งยืน เพื่อมุ่งเน้นการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

กษ.

การดำเนินโครงการก่อสร้างในลำน้ำธรรมชาติของ ชป. ดำเนินการภายใต้หลักวิชาการอย่างเคร่งครัด โดยต้องผ่านกระบวนการศึกษาความเหมาะสม การสำรวจ และการออกแบบอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและอุทกวิทยาในพื้นที่ ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีการขออนุญาตใช้พื้นที่จากหน่วยงานกำกับดูแลอย่างถูกต้องครบถ้วน ซึ่งจะมีการตรวจสอบรายละเอียด ความเหมาะสมและผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนอนุมัติการออกแบบโครงสร้างอาคารต้องคำนึงถึงการรองรับอัตราการไหลสูงสุดของน้ำโดยไม่กีดขวางทางน้ำหรือเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลตามธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 14 กรกฎาคม 2569

 

 

g8

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100