news 7avatar pink

WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

TRIS7 6ทริสเรทติ้ง จัดอันดับเครดิตองค์กร 'บ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์'ที่ 'A' & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันวงเงินไม่เกิน 10,000 ล้านบาท ที่’A-‘แนวโน้ม “Stable”

      ทริสเรทติ้ง จัดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ 'A'พร้อมทั้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 10,000 ล้านบาทของบริษัทที่ระดับ “A-‘ ด้วย โดยหุ้นกู้ดังกล่าวมีอันดับเครดิตต่ำกว่าอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทอยู่ 1 ระดับเนื่องจากมีลักษณะการด้อยสิทธิทางโครงสร้าง (Structural Subordination) เมื่อเทียบกับเงินกู้ปัจจุบันของบริษัทย่อย สำหรับเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ บริษัทจะนำไปชำระคืนหนี้ที่กำลังจะครบกำหนด และนำใช้เป็นเงินลงทุนของบริษัท

 

       อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย ตลอดจนการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี กระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้จากการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (หรือ กฟผ. ซึ่งได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ระดับ ‘AAA/Stable’ จากทริสเรทติ้ง) และผลงานในการพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับ นอกจากนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตดังกล่าวยังคำนึงถึงความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ 2 แห่งภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (Independent Power Producer -- IPP) ของบริษัท รวมถึงภาระเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นของบริษัทในช่วงพัฒนาโครงการต่าง ๆ อีกด้วย

 

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

เป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.

               ณ เดือนกันยายน 2561 บริษัทมีสัญญาซื้อขายกับ กฟผ. ทั้งสิ้นจำนวน 9,931 เมกะวัตต์ โดยบริษัทลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซภายใต้โครงการ IPP จำนวน 4 แห่งซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัญญาทั้งสิ้น 8,200 เมกะวัตต์ (หรือประมาณ 83% ของกำลังการผลิตตามสัญญาทั้งหมด) นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในโรงไฟฟ้าระบบผลิตพลังงานร่วมหรือโคเจนเนอเรชั่น (Cogeneration) ภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (Small Power Producer -- SPP) อีก 19 แห่งซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัญญาทั้งสิ้น 1,710 เมกะวัตต์ (หรือประมาณ 17% ของกำลังการผลิตตามสัญญาทั้งหมด) และโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 1 แห่งซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัญญา 21 เมกะวัตต์ด้วย ปัจจุบันโรงไฟฟ้าซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัญญารวมทั้งสิ้น 4,770 เมกะวัตต์ได้เปิดดำเนินงานแล้ว ในขณะที่โรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้างจะเพิ่มกำลังการผลิตตามสัญญาให้แก่บริษัทอีก 6,329 เมกะวัตต์ บริษัทคาดว่าโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปลายปี 2567 ซึ่งจะทำให้บริษัทเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่สุดที่มีโรงไฟฟ้าเชื่อมต่อกับระบบสายส่งไฟฟ้าของ กฟผ.

               สำหรับกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการลงทุนของบริษัทนั้นจะเพิ่มเป็น 6,534 เมกะวัตต์ภายในปี 2567 จาก 2,187 เมกะวัตต์ ณ เดือนกันยายน 2561 โดยประมาณ 90% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าที่บริษัทลงทุนนั้นมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ กฟผ.

 

การลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี

       การลงทุนในโรงไฟฟ้าของบริษัทนั้นมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี โดย ณ เดือนกันยายน 2561 บริษัทลงทุนในโรงไฟฟ้าทั้งหมด 31 แห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ โรงไฟฟ้าทั้ง 31 แห่งดังกล่าวมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนทั้งสิ้น 6,534 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้า 20 แห่งซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 2,187 เมกะวัตต์ได้เปิดดำเนินงานแล้ว ส่วนโรงไฟฟ้าซึ่งมีกำลังการผลิตส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้าง

         โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงของบริษัทมีกำลังการผลิตทั้งสิ้น 6,450 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 99% ของกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนของบริษัท ในขณะที่กำลังการผลิตส่วนที่เหลืออีก 84 เมกะวัตต์เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าชีวมวลซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม

        โรงไฟฟ้าของบริษัทที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยจำแนกเป็นโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่นภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กจำนวน 19 แห่งซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 1,231 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined-cycle) ภายใต้โครงการ IPP อีก 4 แห่งซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 5,072 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่นนั้นตั้งกระจายอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคกลางและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) จำนวน 7 โรง ในขณะที่โรงไฟฟ้า IPP นั้นตั้งอยู่ในจังหวัดสระบุรี อยุธยา และระยอง

 

กระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้จากการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.

      บริษัทจำหน่ายไฟฟ้าประมาณ 90% ของกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนให้แก่ กฟผ. ภายใต้โครงการ SPP และ IPP โดยแต่ละสัญญามีอายุ 25 ปีนับจากวันที่โรงไฟฟ้าเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ สำหรับโครงการ IPP นั้น กฟผ. จะต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment -- AP) เต็มจำนวนให้แก่บริษัทตราบเท่าที่บริษัทสามารถดำรงความพร้อมจ่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าได้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา แม้ว่า กฟผ. จะไม่สั่งจ่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า IPP ของบริษัท แต่ กฟผ. ก็ยังคงต้องจ่ายชำระในส่วนของค่า AP ส่วนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของ SPP นั้นจะแตกต่างออกไปเล็กน้อย โดยภายใต้สัญญา SPP นั้น กฟผ. จะต้องสั่งจ่ายไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 80% ของกำลังการผลิตตามสัญญาซึ่งคำนวณจากจำนวนชั่วโมงที่สามารถดำเนินงานได้ ทั้งโรงไฟฟ้า IPP และ SPP นั้นต่างก็มีกลไกในการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ

ความเสี่ยงจากการดำเนินงานบรรเทาลงด้วยการมีสัญญาให้บริการซ่อมบำรุงและจัดหาอะไหล่ระยะยาว

               โรงไฟฟ้าของบริษัทใช้เทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากผู้ผลิตที่มีชื่อเสียง เช่น Siemens รวมถึง GE และ Mitsubishi นอกจากนี้ บริษัทยังมีสัญญาให้บริการซ่อมบำรุงและจัดหาอะไหล่ระยะยาว (Long-term Service Agreements -- LTSA) และสัญญาจัดหาอะไหล่ระยะยาว (Long-term Parts Agreement -- LTPA) กับผู้ผลิตอีกด้วย โดยสัญญาบริการต่าง ๆ เหล่านี้มีอายุเท่ากับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีกับ กฟผ. การมีสัญญาบริการเหล่านี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการรับบริการซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์หลัก ๆ ของโรงไฟฟ้า รวมถึงช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สำคัญ การมีโรงไฟฟ้า SPP ที่มีรูปแบบเหมือนกันรวมถึงการบริหารจัดการอะไหล่แบบรวมศูนย์ยังช่วยให้บริษัทมีอะไหล่ที่เพียงพอและยังสามารถบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพได้อีกด้วย

 

มีประวัติการดำเนินงานโรงไฟฟ้า IPP และ SPP ที่น่าเชื่อถือ

       คณะผู้บริหารและคณะผู้ปฏิบัติการของบริษัทมีประสบการณ์ในการพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าในประเทศไทยมากว่า 20 ปี คณะผู้บริหารได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารโครงการโดยทุกโครงการของบริษัทที่ปัจจุบันเปิดดำเนินงานแล้วล้วนมีประวัติการเปิดดำเนินงานได้ตรงตามเวลาและภายในงบประมาณที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น ซึ่งผลงานเหล่านี้ช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าโครงการที่บริษัทกำลังพัฒนาอยู่ในปัจจุบันจะสามารถเปิดดำเนินงานได้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ โรงไฟฟ้า SPP และ IPP ของบริษัทยังสามารถดำรงความพร้อมจ่ายได้สูงกว่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

 

ความเสี่ยงจากการก่อสร้างบรรเทาลงได้จากการมีผู้รับเหมาที่มีชื่อเสียง

       ปัจจุบันบริษัทมีโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าอยู่หลายโครงการ บริษัทมีวิธีบรรเทาความเสี่ยงจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าโดยการลงนามในสัญญารับเหมางานวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และงานก่อสร้าง (Engineering, Procurement, and Construction – EPC) กับผู้รับเหมาที่มีชื่อเสียง โดยบริษัทได้เลือก Toyo Engineering Corporation เป็นผู้รับเหมา EPC สำหรับโรงไฟฟ้า SPP แห่งใหม่ของบริษัทจำนวน 5 แห่ง ทั้งนี้ Toyo Engineering Corporation ได้เคยก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP ให้แก่บริษัทมาแล้ว 7 แห่งโดยสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จตามเป้าหมายและอยู่ภายใต้งบประมาณที่กำหนดไว้

       Mitsubishi Hitachi Power System (MHPS) ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้รับเหมา EPC สำหรับโครงการโรงไฟฟ้า IPP แห่งใหม่ของบริษัทจำนวน 2 แห่งด้วยเช่นกัน MHPS ก็มีประวัติผลงานที่ดีโดยได้เคยก่อสร้างโรงไฟฟ้า IPP ให้แก่บริษัทมาแล้ว 2 แห่งซึ่งสามารถก่อสร้างได้แล้วเสร็จตามเป้าหมายและอยู่ภายใต้งบประมาณที่กำหนดไว้เช่นกัน

 

ภาระหนี้เพิ่มขึ้นเนื่องจากการขยายงานขนาดใหญ่

     ในช่วงเวลาประมาณการระหว่างปี 2561-2567 คาดว่าบริษัทจะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 128,000 ล้านบาท โดยประมาณ 113,000 ล้านบาทจะใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP และ IPP ของบริษัทให้แล้วเสร็จ อีกประมาณ 7,200 ล้านบาทจะใช้ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศโอมาน ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 8,100 ล้านบาทจะใช้ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในประเทศเวียดนาม รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศไทย

      โรงไฟฟ้า SPP จำนวน 7 แห่งของบริษัทเริ่มทยอยดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2560 จนถึงเดือนกันยายน 2561 ส่วนโรงไฟฟ้า SPP อีก 5 แห่งจะเริ่มเปิดดำเนินงานในช่วงปลายปี 2561 ไปจนถึงกลางปี 2562 นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ IPP ขนาดใหญ่อีก 2 โครงการซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 5,000 เมกะวัตต์ด้วยมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาทด้วย คาดว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปลายปี 2561 โดยหน่วยผลิตไฟฟ้าหน่วยแรกคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินงานได้ในช่วงกลางปี 2564 ในขณะที่หน่วยผลิตหน่วยสุดท้ายจะเริ่มดำเนินงานได้ภายในสิ้นปี 2567

       เมื่อพิจารณาถึงจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและแผนสำหรับโครงการใหม่ ๆ แล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทริสเรทติ้งประมาณการว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 70% ในช่วงระหว่างปี 2563-2566 ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 10 เท่า แต่ก็คาดว่าอัตราส่วนนี้จะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป และคาดว่าจะลดลงมาอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายลงที่ 3-4 เท่าภายในปี 2568 เมื่อโครงการโรงไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัทเปิดดำเนินงาน

 

ช่วงเก็บเกี่ยวผลกำไรจะเริ่มตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป

      คาดว่าบริษัทจะเริ่มรับรู้ผลกำไรจากโรงไฟฟ้า SPP และ IPP ได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป โดยคาดว่ากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจะเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า เป็นประมาณ 10,000 ล้านบาทในปี 2563 จาก 2,700 ล้านบาทในปี 2560 หลังจากที่โรงไฟฟ้า SPP ทั้งหมดของบริษัทเปิดดำเนินงานครบทุกแห่ง และคาดว่าบริษัทจะมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้งเป็นประมาณ 25,000 ล้านบาทในปี 2568 เมื่อโครงการ IPP ทั้ง 2 แห่งของบริษัทเปิดดำเนินงานเต็มปีเป็นปีแรก

 

แนวโน้มอันดับเครดิต

      แนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable'หรือ'คงที่' สะท้อนถึงการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าโรงไฟฟ้าของบริษัทจะมีการดำเนินงานอย่างราบรื่นและสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ตามแผน ในขณะที่โรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างนั้นคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินงานได้ตามกำหนดการ

 

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

      โอกาสที่บริษัทจะได้รับการปรับอันดับเครดิตเพิ่มในระยะ 12-18 เดือนข้างหน้ามีค่อนข้างจำกัด ในขณะที่ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการลดอันดับเครดิตอาจเกิดจากผลของการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ ของบริษัทที่ล่าช้าไปจากกำหนดการอย่างมีนัยสำคัญจนกระทบต่อกระแสเงินสดที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ การลงทุนขนาดใหญ่โดยใช้การก่อหนี้จนทำให้โครงสร้างเงินทุนของบริษัทอ่อนแอลงไปอีกก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะกดดันอันดับเครดิตของบริษัทได้

 

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 31 ตุลาคม 2550

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF)

อันดับเครดิตองค์กร:             A

อันดับเครดิตตราสารหนี้:

หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 10,000 ล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 10 ปี A-

แนวโน้มอันดับเครดิต:           Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com

         ติดต่อ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500

         บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2561 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้

        ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

Click Donate Support Web

ais 790x90

GC 950x120

sme 720x90SIAM790x90