news 7avatar pink

WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: สภาพัฒน์ฯ สศช.

1AAnssa

สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาส 3/61 โต 3.3% ชะลอตามอุปสงค์ต่างประเทศ คาดทั้งปีนี้โตตามกรอบล่างที่ 4.2%

   สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/61 ขยายตัว 3.3% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวถึง 4.6% เป็นไปตามอุปสงค์ภาคต่างประเทศ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

     ขณะที่สภาพัฒน์ ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยทั้งปี 61 มาที่เติบโต 4.2% หรืออยู่ที่กรอบล่างของคาดการณ์เดิมที่ 4.2-4.7% เนื่องจากคาดว่าการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวเหลือเพียง 7.2% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 10% ส่วนการนำเข้าคาดว่าจะเติบโต 16.2% จากเดิมคาดไว้ที่ 15.4%

    นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะลอตัวลงจากไตรมาส 2 ตามการชะลอตัวของอุปสงค์ภาคต่างประเทศ ในขณะที่อุปสงค์ในประเทศปรับตัวดีขึ้น ส่วนด้านการใช้จ่ายมีปัจจัยสนับสนุนจากการเร่งตัวขึ้นของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน และการขยายตัวต่อเนื่องของการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ

       โดยการบริโภคภาคเอกชน พบว่าในไตรมาสนี้ขยายตัวได้ 5% ถือเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 22 ไตรมาส โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของฐานรายได้ในระบบเศรษฐกิจ การดำเนินมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของความเชื่อมั่นผู้บริโภค การใช้จ่ายซื้อสินค้าในหมวดคงทนขยายตัวเร่งขึ้น ส่วนการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล ขยายตัว 2.1% โดยการใช้จ่ายในหมวดค่าใช้สอย เพิ่มขึ้น 4.5% และหมวดค่าใช้จ่ายสวัสดิการสังคม 14.5% อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ 20.5% เทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ซึ่งอยู่ที่ 21.7%

      ส่วนการลงทุนรวมในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้น 3.9% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.9% สูงสุดในรอบ 15 ไตรมาส เป็นผลจากการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัว 3.4% การลงทุนในสิ่งก่อสร้างขยายตัว 5.4% ส่วนการลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 4.2% เป็นผลจากการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ขยายตัว 9.9% และการลงทุนของรัฐบาลที่ขยายตัว 0.7%

       ในขณะที่การส่งออกสินค้าชะลอตัวลง ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และการปรับตัวของผู้ประกอบการในต่างประเทศต่อมาตรการกีดกันการค้า ในด้านการผลิต พบว่าการผลิตสาขาก่อสร้างขยายตัวเร่งขึ้น สาขาการขายส่ง ขายปลีก และการซ่อมแซมขยายตัวในเกณฑ์ดี ส่วนการผลิตภาคเกษตร สาขาอุตสาหกรรม สาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการขนส่ง และการคมนาคมชะลอตัว

      ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำที่ 1% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 4.2 พันล้านดอลลาร์ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ย.61 อยู่ที่ 204.5 พันล้านดอลลาร์ และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ย.61 อยู่ที่ระดับ 41.5% ของ GDP ซึ่งจากทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้แล้ว 4.3%

       นายทศพล กล่าวว่า สำหรับในปีนี้สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4.2% ซึ่งยังอยู่ในกรอบล่างตามที่สภาพัฒน์เคยประเมินไว้ในรอบที่แล้ว 4.2-4.7% โดยมีการปรับองค์ประกอบของการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับข้อมูลจริงในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 61 และการปรับเปลี่ยนสมมติฐานการประมาณการที่สำคัญ ดังนี้

     1. เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ขยายตัวต่ำกว่าที่ประมาณไว้ 2.การขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวและรายรับจากการท่องเที่ยวที่ต่ำกว่าที่คาด ซึ่มีสาเหตุจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนและยุโรป จากผลของเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ต และการแข่งขันฟุตบอลโลกที่รัสเซีย

       ส่วนในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าระบบการค้าและสายพานการผลิตระหว่างประเทศยังอยู่ในระหว่างการปรับตัว และสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกและการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ในกรณีที่ไม่มีมาตรการกีดกันการค้าเพิ่มเติม คาดว่าแรงกดดันดังกล่าวจะผ่อนคลายลงตามความคืบหน้าในการปรับตัวของระบบการค้าและสายพานการผลิตระหว่างประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากการขยายตัวเร่งขึ้นของมูลค่าการส่งออกและนำเข้าของจีนในเดือนต.ค.

        ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ และผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนรุ่นรถยนต์ในตลาดส่งออกมีแนวโน้มผ่อนคลายลงเมื่อรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากการเริ่มปรับตัวดีขึ้นของปริมาณการจำหน่ายรถยนต์กระบะที่มีการนำเข้าจากประเทศไทยในตลาดออสเตรเลียเดือนต.ค.

        2. การปรับเปลี่ยนสมมติฐานประมาณการที่สำคัญ เช่น การปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลงเหลือ 4.0% จากประมาณการในครั้งก่อนที่ 4.1% ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าและสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

       ปรับลดสมมติฐานรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เหลือ 2.05 ล้านล้านบาท จากประมาณการในครั้งก่อนที่ 2.15 ล้านล้านบาท ตามการลดลงที่มากกว่าคาดของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนและยุโรปในช่วงไตรมาส 3 และแนวโน้มการฟื้นตัวที่คาดว่าจะเป็นไปอย่างช้าๆ ในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งส่งผลให้แรงขับเคลื่อนจากการส่งออกภาคบริการลดลงจากประมาณการในครั้งก่อน

    การปรับลดการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐ ให้สอดคล้องกับผลการเบิกจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ 61 ซึ่งมีการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ 19.9% ต่ำกว่าสมมติฐานการเบิกจ่ายที่ 23.5% แต่ปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนซึ่งขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์ และยังมีแนวโน้มการขยายตัวในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

สภาพัฒน์ คาด GDP ปี 62 โต 3.5-4.5% จับตาความผันผวนศก.-การเงินโลก มาตรการกีดกันทางการค้า

     นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า สภาพัฒน์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 62 จะขยายตัวได้ 4.2% หรืออยู่ในกรอบ 3.5-4.5%

    โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1.การใช้จ่ายในภาคครัวเรือนยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ในเกณฑ์ดี และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง 2. การปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนรวม โดยการลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่อง 3. การปรับตัวดีขึ้นของภาคการท่องเที่ยว 4. การขยายตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกที่สามารถสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง และ 5.การเปลี่ยนแปลงทิศทางการค้า การผลิตและการลงทุนระหว่างประเทศ

       ทั้งนี้ ในปีหน้าคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ 4.6% การนำเข้าขยายตัว 6.5% ดุลการค้าเกินดุล 14.9 พันล้านดอลลาร์ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 30.7 พันล้านดอลลาร์ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 0.7-1.7% การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 4.7% การลงทุนภาครัฐ 6.2% การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 4.2% และการอุปโภคภาครัฐบาล ขยายตัว 2.2%

       ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดว่าจะอยู่ที่ 39.8 ล้านคน รายรับจากการท่องเที่ยว 2.24 ล้านล้านบาท ซึ่งเหตุที่ยังมองว่าการท่องเที่ยวในปีหน้ายังมีทิศทางที่ดี เพราะเชื่อว่าภาครัฐมีความพยายามอย่างเต็มที่ในการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อจะเร่งฟื้นฟูตลาดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาเป็นปกติ

     "ปี 62 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในช่วง 3.5-4.5% มีค่ากลางที่ 4.0% เป็นผลมาจากที่เรามองว่าเศรษฐกิจโลกในปีหน้าอาจจะขยายตัวได้ชะลอตัวลง แต่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยจะยังอยู่ในเรื่องการลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคภาคเอกชน เรามองว่าปีหน้า จากมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ออกมาทั้งการท่องเที่ยว การลงทุน จะทำให้สถานการณ์ท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวกลับขึ้นมาอยู่ในระดับปกติ...ดังนั้นตัวที่เราต้องเน้นมาก คือการส่งออกและการท่องเที่ยว ส่วนการลงทุนภาคเอกชน บริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ จะเป็นตัวช่วยดึงเศรษฐกิจไทยในปีหน้าได้พอสมควร" นายทศพร กล่าว

      เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ในปี 62 ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย คือ ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยเฉพาะแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกที่โตเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ รวมถึงจับตามาตรการกีดกันทางค้าระหว่างสหรัฐและจีน

      สำหรับ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 61 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 62 นั้น สศช.มองว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับ 1.การสนับสนุนการฟื้นตัวและการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดจีนให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในไตรมาแรกของปี 62 ควบคู่กับการฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย การส่งเสริมการขยายในตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล และนักท่องเที่ยวรายได้สูง ตลอดจนการกระจายรายได้ลงสู่เมืองรองและชุมชน

     2.การขับเคลื่อนการส่งออกให้สามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยให้ความสำคัญกับการใช้โอกาสจากมาตรการกีดกันทางการค้า การติดตามการเปลี่ยนแปลงของสินค้านำเข้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า การปฏิบัติตามกรอบกติกาการค้าโลก รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือผู้ผลิตและผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ

       3.การสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่มีฐานการผลิตทั้งในประเทศไทยและในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า เพิ่มการใช้กำลังการผลิตในประเทศให้มากขึ้น ชักจูงนักลงทุนในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าให้เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ขับเคลื่อนโครงการลงทุนของภาครัฐ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

       4.การดูแลเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และการสร้างควมเข้มแข็งให้กับ SMEs และเศรษฐกิจฐานราก โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว การดำเนินการตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมทั้งมาตรการสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์ในการลดภาระการชำระหนี้ และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน

       5.การขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐให้สามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนภายใต้กรอบงบประมาณต่างๆ และการขับเคลื่อนโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง และภายใต้แผนพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    6.การเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและคุณภาพแรงให้มีเพียงพอต่อการรองรับการขยายตัวของภาคการผลิตและการลงทุน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสในการขยายตัวจากการย้ายฐานการผลิตระหว่างประเทศ และอุตสาหกรรมสำคัญที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ

      ด้านนายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการ สศช. ยังกล่าวถึงปัจจัยการเลือกตั้งต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าว่า ยอมรับว่า ปัจจัยการเมืองยังประเมินได้ยาก เพราะต้องขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนจะให้ความสำคัญกับมุมมองไหน เช่น ในช่วงหลังจากเกิดรัฐประหาร นักลงทุนจะมองการเลือกตั้งเป็นปัจจัยบวก แต่ระยะหลังๆ ที่รัฐบาลได้ประกาศโรดแมพเรื่องการเลือกตั้งออกมาแล้ว นักลงทุนก็จะเปลี่ยนเป็นให้ความสนใจกับนโยบาย และโครงการต่างๆ ว่าจะมีความต่อเนื่องหรือไม่หลังจากที่มีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่แล้ว

                อินโฟเควสท์

 

 

สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาส 3/61 โต 3.3% 

 

ตามกรอบล่างที่ 4.2%